Friday, 10 September 2010

วันที่ 10 กันยายน

 อิสยาห์ บทที่ 6.1-7.25

1ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์   ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ   ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น   และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 2เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่   แต่ละตนมีปีกหกปีก   ใช้สองปีกบังหน้า   และสองปีกคลุมเท้า  และด้วยสองปีกบินไป 3ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า
  “บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  บริสุทธิ์  พระเจ้าจอมโยธา
 แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์”
 4และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย   ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง   และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด 5และข้าพเจ้าว่า   “วิบัติแก่ข้าพเจ้า   เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว   เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด   และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด   เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์   คือพระเจ้าจอมโยธา”
 6แล้วตนหนึ่งในเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า   ในมือมีถ่านเพลิง   ซึ่งเขาเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชา 7และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า   “ดูเถิด   สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว   กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย   และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป” 8และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า   “เราจะใช้ผู้ใดไป   และผู้ใดจะไปแทนเรา”   แล้วข้าพเจ้าทูลว่า   “ข้าพระองค์อยู่นี่   พระเจ้าข้า   ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด” 9และพระองค์ตรัสว่า
  “ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า
 'ฟังแล้วฟังเล่า   แต่อย่าเข้าใจ
 ดูแล้วดูเล่า  แต่อย่ามองเห็น'
 10จงกระทำให้จิตใจของชนชาตินี้มึนงง
  และให้หูทั้งหลายของเขาหนัก
  และปิดตาของเขาทั้งหลายเสีย
  เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตาของเขา
  และได้ยินด้วยหูของเขา
  และเข้าใจด้วยจิตใจของเขา
  และหันกลับมาได้รับการรักษาให้ หาย”
 11แล้วข้าพเจ้าว่า  “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  นานสักเท่าใด”   และพระองค์ตรัสว่า
  “จนหัวเมืองทั้งหลายถูกทิ้งร้าง
 ไม่มีชาวเมือง
  และเรือนไม่มีคน
 และแผ่นดินก็ร้างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
 12และพระเจ้าทรงกวาดคนออกไปไกล
 และที่ที่ทอดทิ้งก็มีมากอยู่ท่ามกลางแผ่นดินนั้น
 13และแม้ว่ามีเหลืออยู่ในนั้นสักหนึ่งในสิบ
 ก็จะถูกเผาไฟอีก
  เหมือนต้นสนหรือต้นก่อหลวง
 ซึ่งเหลืออยู่แต่ตอ
 เมื่อถูกโค่น”
  ตอของมันเป็นพันธุ์บริสุทธิ์

บทที่ 7

1ในรัชกาลของอาหัสโอรสของโยธาม  โอรสของอุสซียาห์   พระราชาแห่งยูดาห์  เรซีนพระราชาแห่งซีเรีย   และเปคาห์โอรสของเรมาลิยาห์   พระราชาแห่งอิสราเอลได้ขึ้นมายังเยรูซาเล็ม   เพื่อกระทำสงครามกับเมืองนั้น  แต่รบไม่ชนะ 2เมื่อเขาไปบอกที่ราชสำนักของดาวิดว่า   “ซีเรียไปตั้งค่ายอยู่ในเขตเอฟราอิมแล้ว”   พระทัยของพระองค์และจิตใจของประชาชน ของพระองค์ก็สั่นเหมือนต้นไม้ในป่าสั่นอยู่หน้าลม
 3และพระเจ้าตรัสกับอิสยาห์ว่า  “จงออกไปพบอาหัส   ทั้งเจ้าและเชอารยาชูบ(  แปลว่า   ส่วนที่เหลืออยู่จะกลับมา)    บุตรชายของเจ้า  ณ  ที่ปลายท่อน้ำสระบนที่ถนนลานซักฟอก 4และจงกล่าวแก่เขาว่า  'จงระวังและสงบใจอย่ากลัว   อย่าให้พระทัยของพระองค์ขลาดด้วยเหตุเศษ ดุ้นฟืนที่จวนมอดทั้งสองนี้   เพราะความกริ้วอันร้ายแรงของเรซีน  และซีเรีย   และโอรสของเรมาลิยาห์ 5เพราะว่าซีเรียพร้อมกับเอฟราอิมและโอรสของ เรมาลิยาห์ได้คิดการชั่วร้ายต่อพระองค์   กล่าวว่า 6“ให้เราทั้งหลายขึ้นไปต่อสู้กับยูดาห์ และทำให้มันคร้ามกลัว   และให้เราทะลวงเอาเมืองของเขาเพื่อเราเอง   และตั้งบุตรของทาเบเอลให้เป็นพระราชาท่ามกลางเมืองนั้น” 7พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า
  มันจะไม่เป็นไป
 และจะไม่เกิดขึ้น
 8เพราะเศียรของซีเรียคือดามัสกัส
 และเศียรของดามัสกัสคือเรซีน
(ภายในหกสิบห้าปีเอฟราอิมจะแตกเป็นชิ้นๆ   กระทั่งไม่เป็นชนชาติอีกแล้ว)
 9และเศียรของเอฟราอิมคือสะมาเรีย
 และเศียรของสะมาเรียคือโอรสของเรมาลิยาห์
  ถ้าเจ้าไม่มั่นใจ
 แน่ละ  ก็จะตั้งมั่นเจ้าไว้ไม่ได้” 10พระเจ้าตรัสกับอาหัสอีกว่า 11“จงขอหมายสำคัญจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า   จากที่ลึกคือแดนคนตายหรือที่สูงคือฟ้าสวรรค์ก็ได้” 12แต่อาหัสตอบว่า   “เราจะไม่ทูลขอ   และเราจะไม่ทดลองพระเจ้า” 13และท่านกล่าวว่า  “ข้าแต่ข้าราชสำนักของดาวิด   ขอจงฟังการที่จะให้มนุษย์อ่อนใจนั้นเล็กน้อยอยู่หรือ   และท่านยังให้พระเจ้าของข้าพเจ้าอ่อนพระทัยด้วย 14เพราะฉะนั้น  องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานหมายสำคัญเอง   ดูเถิด  หญิงสาว(ในฉบับเสปตัวยินต์   คือฉบับกรีกโบราณใช้คำที่แปลว่า   สาวพรหมจารีได้) คนหนึ่งจะตั้งครรภ์   และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล(แปลว่า   พระเจ้าทรงสถิตกับเราทั้งหลาย)  15ท่านจะรับประทานนมข้นและน้ำผึ้ง   เมื่อท่านรู้ที่จะปฏิเสธความชั่วและเลือกความดี 16เพราะก่อนที่เด็กนั้นจะรู้ที่จะปฏิเสธความชั่ว   และเลือกความดีนั้นแผ่นดินซึ่งพระราชาสององค์ เป็นที่เกลียดกลัวของฝ่าพระบาทนั้นจะร้างเปล่าไป 17พระเจ้าจะทรงนำวันนั้นมาเหนือฝ่าพระบาท   เหนือชนชาติของฝ่าพระบาทและเหนือเชื้อสายแห่ง บิดาของฝ่าพระบาท   คือวันอย่างที่ไม่เคยพบเห็น   ตั้งแต่วันที่เอฟราอิมได้ พรากจากยูดาห์  คือพระราชาของอัสซีเรีย”
 18ในวันนั้น  พระเจ้าจะทรงผิว พระโอษฐ์เรียกเหลือบซึ่งอยู่ทางต้นกำเนิดแม่น้ำแห่งอียิปต์   และเรียกผึ้งซึ่งอยู่ในแผ่นดินอัสซีเรีย 19และมันจะมากันหมดและจับอยู่ที่ห้วยชัน  และในซอกหิน   และบนต้นหนามขี้แรดทั้งสิ้นและบนลานหญ้าทั้งสิ้น
 20ในวันนั้น   องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโกนแผ่นดิน เสียด้วยมีดโกนซึ่งเช่ามาจากฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส   คือพระราชาแห่งอัสซีเรียนั้นเอง   จะทรงทำให้แผ่นดินนั้นได้รับความอัปยศ
 21ในวันนั้นชายคนหนึ่งจะเลี้ยงแม่โคสาวไว้ตัวหนึ่งและ แกะสองตัว 22และเพราะมันให้นมมากมาย  เขาจะรับประทานนมข้น   เพราะว่าทุกคนที่เหลืออยู่ในแผ่นดินจะรับประทาน นมข้นและน้ำผึ้ง
 23ในวันนั้น   ทุกแห่งที่เคยมีเถาองุ่นหนึ่งพันเถา  มีค่าเงินหนึ่งพันเชเขล   ก็จะกลายเป็นต้นหนามย่อยและหนามใหญ่ 24คนจะมาที่นั่นพร้อมกับคันธนูและลูกธนู   เพราะว่าแผ่นดินนั้นจะเป็นที่หนามย่อยและหนามใหญ่ 25ส่วนเนินเขาทั้งสิ้นที่เขาเคยขุดด้วยจอบ   เจ้าจะไม่มาที่นั่นเพราะกลัวหนามย่อยและหนามใหญ่   แต่เนินเขาเหล่านั้นจะกลายเป็นที่ซึ่งเขาปล่อยฝูงโค   และที่ซึ่งฝูงแกะจะเหยียบย่ำ

2 โครินธิ์ 11.16-33

16ข้าพเจ้าขอกล่าวซ้ำอีกว่า   อย่าให้ใครเห็นไปว่าข้าพเจ้าเป็นคนเขลา   แต่ถ้าใครต้องนับว่าข้าพเจ้าเป็นคนเขลา   ก็ให้ข้าพเจ้าได้ประโยชน์อย่างคนเขลาเถิด   เพื่อข้าพเจ้าจะได้อวดตัวเองได้บ้าง 17(การที่ข้าพเจ้าพูดอย่างนั้น   ข้าพเจ้ามิได้พูดตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า   แต่พูดอย่างคนเขลาด้วยไว้ใจตัวในการอวดนั้น 18เพราะเมื่อหลายคนเคยอวดตามโลกียวิสัย   ข้าพเจ้าก็จะอวดบ้าง) 19เพราะว่าการที่ท่านทนฟังคนเขลาพูดด้วยความยินดีนั้น   น่าจะเป็นเพราะท่านช่างฉลาดเสียนี่กระไร 20เพราะท่านทนเอา   ถ้ามีผู้ทำให้ท่านไปเป็นทาส   ถ้ามีผู้เอาท่านเป็นเหยื่อ   ถ้ามีผู้เอาเปรียบท่าน   ถ้ามีผู้ยกตัวเองเป็นใหญ่   ถ้ามีผู้ตบหน้าท่าน 21ข้าพเจ้าต้องพูดด้วยความละอายว่า   เราอ่อนแอเกินไปในเรื่องนี้
 ไม่ว่าใครกล้าอวดในเรื่องใด   (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนเขลา)   ข้าพเจ้าก็กล้าอวดเรื่องนั้นเหมือนกัน 22เขาเป็นชาติฮีบรูหรือ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน   เขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน   เขาเป็นเผ่าพันธุ์ของอับราฮัมหรือ   ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน 23เขาเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์หรือ   ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าเขาเสียอีก   (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนบ้า)   ข้าพเจ้าทำงานใหญ่ยิ่งกว่าเขาอีก   ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา   ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด   ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ 24พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที 25เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง   เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง   ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง   ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง 26ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ   เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ   เผชิญโจรภัย   เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง   เผชิญภัยจากคนต่างชาติ   เผชิญภัยในนคร   เผชิญภัยในป่า   เผชิญภัยในทะเล   เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ 27ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก   ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ   ต้องหิวและกระหาย   ต้องอดข้าวบ่อยๆ   ต้องทนหนาวและเปลือยกาย 28และนอกจากนั้นยังมีการอื่นที่บีบข้าพเจ้าอยู่ทุกวันๆ   คือความกระวนกระวายถึงคริสตจักรทั้งปวง 29มีใครบ้างเป็นคนอ่อนกำลังและข้าพเจ้าไม่อ่อนกำลังด้วย   มีใครบ้างที่ถูกนำให้สะดุด   และข้าพเจ้าไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนด้วย
 30ถ้าข้าพเจ้าจำเป็นต้องอวด   ข้าพเจ้าก็จะอวดสิ่งที่แสดงว่า   ข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนกำลัง 31พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูเจ้า   พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญเป็นนิตย์   พระองค์ทรงทราบว่าข้าพเจ้าไม่ได้มุสา 32ผู้ว่าราชการเมืองของกษัตริย์อาเรทัสในนครดามัสกัส   ให้ทหารเฝ้านครดามัสกัสไว้   เพื่อจะจับตัวข้าพเจ้า 33แต่เขาเอาตัวข้าพเจ้าใส่กระบุงใหญ่หย่อนลงทางช่องที่กำแพงนคร   ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเงื้อมมือของท่านผู้ว่าราชการ

สดุดี 54.1-7

1ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด ด้วยพระนามของพระองค์
 และแก้แทนข้าพระองค์ด้วยอานุภาพของพระองค์
 2ข้าแต่พระเจ้า   ขอทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
 ขอทรงเงี่ยพระกรรณฟังถ้อยคำจากปากของข้าพระองค์
 3เพราะคนหยิ่งยโสได้ลุกขึ้นสู้ข้าพระองค์
 คนไร้ความปรานีเสาะชีวิตของข้าพระองค์
 เขามิได้ประดิษฐานพระเจ้าไว้
ตรงหน้าเขา
 4ดูเถิด  พระเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยของข้าพเจ้า
 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ผดุงชีวิตของข้าพเจ้าไว้
 5พระองค์จะทรงให้การชั่วร้ายของพวกศัตรูของข้าพเจ้า กลับสนองเขาเอง
 ขอทรงทำลายเขาเสียโดยความเที่ยงธรรมของพระองค์
 6ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาตามใจสมัครแก่พระองค์
 ข้าแต่พระเจ้า  ข้าพระองค์จะถวายโมทนา
 ขอบพระคุณพระนามของพระองค์   เพราะพระนามนั้นประเสริฐ
 7เพราะพระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพระองค์ให้พ้นจากความ ทุกข์ยากลำบากทุกอย่าง
 และนัยน์ตาของข้าพระองค์มองเห็นพวกศัตรูของ ข้าพระองค์แพ้

สุภาษิต 23.1-3

1เมื่อเจ้านั่งลงรับประทานกับผู้ครอบครองบ้านเมือง
  จงสังเกตให้ดีว่าอะไรอยู่ข้างหน้าเจ้า
 2ถ้าเจ้าเป็นคนตะกละ
  เจ้าจงจ่อมีดไว้ที่คอของเจ้า(   เป็นสำนวนฮีบรู   แปลว่า   บังคับตัวไว้)  
 3อย่าปรารถนาของโอชะของท่าน
  เพราะมันเป็นอาหารที่หลอกลวง

No comments:

Post a Comment